วันพฤหัส , กรกฎาคม 31 2014
การบริหารภาษี

การบริหารภาษี

การยื่นเสียภาษีรายได้ ประจำปี วิธีคิด

สำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีนั้น มนุษย์เงินเดือนเต็มตัว ดูจะไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะบริษัท ยื่นภาษีให้อยู่แล้ว แต่กลุ่มที่ทำงานกินเงินเดือน และทำธุรกิจหรือมีรายได้ทางอื่น ๆ หลายทางแล้วต้องยื่นภาษีเอง ก็คงวุ่นวายมากน้อยต่างกันตาม ปริมาณเงินได้ สำหรับเจ้าของกิจการ  SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการขนาดเล็กจริง ๆ ซึ่งในแต่ละปี มีกิจการเกิดใหม่จำนวนมาก บางคนจากมนุษย์เงินเดือนมาเป็น เถ้าแก่เอง โดยไม่เคยยื่นเสียภาษีเองมาก่อน จะเริ่มต้นอย่างไรมาต้องยื่นเสียภาษีได้ หรือไม่ คำถามนี้คงอยู่ในใจเจ้าของกิจการ มือใหม่หลายท่าน

ผมขอตอบข้อสงสัยของผู้ประกอบการก่อนว่า ต้องยื่นภาษี หรือไม่ บางคนเข้าใจว่า เวลารับของเข้ามาขาย บริษัทผู้ขายบวกภาษีมูลค่าเพิ่มมาแล้ว หรือผู้ประกอบการบางรายขายสินค้า หรือบริการให้ กับลูกค้าที่เป็นบริษัทเวลารับเงินก็จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไปจากวงเงิน ที่ได้รับ และเข้าใจว่าตัวเองเสียภาษีไปแล้วไปแล้วเลยไม่ต้องยื่นเสียภาษีอีก ซึ่งเหล่านี้เป็น ความเข้าใจผิด หรือบางท่านแกล้งเข้าใจผิด

สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน โดยทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดารายได้จากการทำธุรกิจของท่าน จะต้องนำมายื่นเสียภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดา โดยใช้แบบ ภงด.90 ซึ่งต่างจากจากผู้มีเงินได้ในรูปแบบเงินเดือนอย่างเดียวจะใช้แบบ ภงด.91 ตามที่คนกินเงินเดือนทั่ว ๆ ไป ยื่นกันอยู่พวกลูกผสม คือ กินเงินเดือนประจำจากบริษัทด้วย และเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยจะต้องใช้ ภงด.90 ยื่นโดยนำเงินเดือนประจำมายื่นรวมด้วยครับ

ในการเสียภาษีนั้น เราต้องเสียเท่าไร ?

นี่เป็นประเด็นที่หลายคนสงสัย คำตอบก็คือเสียเท่ากับรายได้ที่ได้รับทั้งปี หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ เหลือเป็นราย ได้สุทธิ ( ที่สรรพกรเรียกว่าเงินได้สุทธิ ) แล้วนำมาเข้าตารางคำนวณ ในรูปอัตราก้าวหน้า คือเสียภาษีตั้งแต่ 0% ถึงอัตราสูงสุด 37% จากรายได้สุทธิ โดยที่รายได้สุทธิยิ่งมากท่านก็ยิ่งต้อง เสียภาษีในอัตราสูงขึ้น

รายได้สุทธิต่อปี ( นับจาก 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ตั้งแต่ 1-50,000 บาทแรก รัฐบาลจะไม่เก็บภาษีครับ ( เข้าข่ายเป็นคนจน ทะเบียนคนจน เสียด้วยซ้ำด้วย ) ในอัตราส่วน 50,000 บาท ถัดมาคือ เงินได้ตั้งแต่ 50,001-100,000 บาทถัดมาเสีย 5% ของเงิน ได้โดยไม่ต้องนำ 50,000 แรกมาคำนวณครับ สำหรับขั้นต่อมา 100,001-500,000 บาทจะต้องเสีย 10% ของรายได้ ขั้น 501,000-1,000,000 บาทเสีย 20% ขั้น 1,000,001-4,000,000 บาทเสีย 30% ส่วนที่เกิน 4 ล้านบาทขึ้นไปเสีย 37%

ซึ่งอัตราภาษีนี้ผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะต้องยื่นเสียภาษีไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง พนักงานบริษัท หรือเจ้าของกิจการ เพียงแต่ว่ารายได้จากการทำธุรกิจสามารถหัก ค่าใช้จ่ายได้ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยเป็นรายได้สุทธิ แต่คำว่าหักค่าใช้จ่ายนี้ บางท่าน สงสัยว่าหักอย่างไร หักได้เท่าไร ต้องมีหลักฐานอะไรมาหักภาษี

หลักฐานก็คือ ท่านมีสิทธิเลือกว่า จะหักภาษีแบบเหมา หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง ตามตารางการหักค่าใช้จ่ายของสรรพกร ซึ่งขอดูได้จากแบบ ภงด.90 ที่สรรพกร ทุกแห่ง ผมแนะนำว่าเพื่อให้สะดวกในการยื่น ภาษี จ่ายเหมาดีกว่าครับ เช่นถ้าท่านทำธุรกิจ ร้านกิ๊ปช้อป ก็จะต้องหักค่าใช้จ่ายได้ 80% ของรายได้ เหลือแค่ 20% เป็นกำไรสุทธิที่ต้องมาเป็นฐานคำนวณภาษี ถ้าท่านทำธุรกิจ ขายอาหาร เครื่องดื่ม ก็จะหักค่าเหมาจ่ายได้ 70% เป็นต้น

ปกติแล้ว ธุรกิจขนาดย่อมถ้าเป็นประชาชนทั่วไป จะไม่ค่อยแจ้งรายได้จริงกับสรรพกร เพราะ เมื่อขายสินค้าลูกค้า ก็จะไม่ได้ ขอใบเสร็จรับเงิน ทำให้สรรพกรตรวจ สอบภาษียาก แต่ธุรกิจประเภทขายสินค้าหรือบริการให้ กับบริษัท เช่น รับเหมาจัดอาหาร ให้งานเลี้ยงงานประชุมของบริษัท ขายกระเช้าปีใหม่ให้บริษัท โดย ทางบริษัทที่เป็นลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ โดยขอสำเนาบัตร ประจำตัวประชาชนของท่านในฐานะผู้รับเงินไว้ ทางบริษัทเขาต้องรวบรวมยื่นเสียภาษีกับสรรพกร ดังนั้น เราต้องนำเอกสารใบรับรอง

การหักภาษีกับสรรพกร ดังนั้น เราต้องนำเอกสารใบรับรอง ของการหักภาษีที่บริษัทลูกค้าออกให้ มายื่นเสียภาษีประจำปีของเราด้วย ถ้าได้ เสียก็ถือว่าหลบภาษี ถ้าสรรพกรตรวจพบ ซึ่งส่วนหนึ่งตรวจจากเอกสาร ที่ให้มาบริษัทลูกค้าของเรา ยื่นเสียภาษีไว้ เราก็โดนปรับ และต้องเสียภาษีย้อนหลัง

การเสียภาษีให้ถูกต้องนั้นนอกจากเป็นหน้าที่ที่ควรทำแล้ว จะช่วยผู้ประกอบการขนาดย่อมให้มองเห็นภาพรายรับ-รายจ่ายต่อปีของตน ได้อย่างชัดเจนขึ้นและยังมี หลักฐานรายรับ-รายจ่ายที่ยื่นไว้กับสรรพกร เป็นหลักฐานข้อมูล ที่นำไปให้สถาบันการเงิน พิจารณาประกอบการขอสินเชื่อได้ จะว่าไปแล้วธุรกิจขนาดเล็ก ทำในรูปบุคคลธรรมดา ถ้าลองคำนวณภาษีที่ต้องเสียได้ ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่น่าจะเสียในอัตราประมาณ 10 % ของรายได้สุทธิ ซึ่งไม่ได้มากมายหนักเมื่อเทียบกับกำไรที่ได้รับ และไม่ ต้องเสี่ยงกับ การโดนปรับ หรือตรวจสอบภาษีย้อนหลังซึ่ง สำหรับกรมสรรพกรยุคนี้นำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบต่าง ๆ น่าจะทำ ได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก

สำหรับกิจการที่มีรายได้สุทธิสูงกว่าปีละ 4 ล้าน จนต้องเสียภาษีในอัตราปีละ 37% แล้วละก็ ถ้าท่านทำถูกต้อง จดทะเบียน เป็นบริษัทดีกว่า เพราะจะเสียภาษีจากรายได้สุทธิ ในอัตราที่ต่ำกว่า และการหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ในการดำเนินธุรกิจ จะทำได้ง่ายกว่า และมากกว่าการขอยื่นในรูปบุคคลธรรมดา นอกจากนี้การทำธุรกิจในรูปบริษัท จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของกิจการดูดี น่าเชื่อถือสำหรับลูกค้า และสถาบันการเงิน (หากต้องการขอกู้)

แนะนำบริการที่เกี่ยวข้อง

แนะนำสินค้าและบริการเกี่ยวกับธุรกิจ

แนำนำสินค้าและบริการเกี่ยวกับธุรกิจอื่น ๆ

ขอบคุณ nanosoft

บทความที่เกี่ยวข้อง

About Lertnapan

แสดงความคิดเห็น

12 comments

  1. I cannot thank you enough for the blog.Really looking forward to read more. Will read on…
    guest visa lawyer in Los Angeles

  2. I really like and appreciate your article post.Really looking forward to read more. Much obliged.
    scott sohr lawsuit

  3. A round of applause for your blog.Much thanks again. Cool.
    soccer

  4. Thanks so much for the blog article.Thanks Again. Will read on…
    soccer stats

  5. Enjoyed every bit of your blog.Much thanks again. Will read on…
    online games

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>


Scroll To Top